สีผม Low Maintenance คือแนวทางการทำสีผมที่ดูดีได้ตลอด โดยไม่ต้องเข้าซาลอนถี่ ไม่ต้องดูแลมาก และสีผมยังคงความสวยงามได้นานกว่าการทำสีแบบเต็มหัว ทีมช่าง Colorist ของ MOGA รวบรวม 5 เทคนิคสีผม Low Maintenance ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง พร้อมคำแนะนำว่าเทคนิคไหนเหมาะกับสภาพผมและไลฟ์สไตล์แบบใด
สีผม Low Maintenance คืออะไร?
สีผมแบบ Low Maintenance หมายถึงการทำสีหรือเพิ่มลูกเล่นกับสีผมในแบบที่ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องเข้าซาลอนเพื่อเติมโคนบ่อย สีผมไม่ดู fade ออกเร็ว และไม่ดูแตกต่างจากสีผมธรรมชาติที่ขึ้นมาใหม่มากนัก จึงเป็นตัวเลือกที่ช่าง Colorist ของ MOGA แนะนำสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนลุคให้น่าสนใจขึ้น แต่ยังคงความสะดวกในการดูแลรักษา
5 เทคนิคสีผม Low Maintenance จากช่าง MOGA
1. Face Framing Highlights — ไฮไลต์เฉพาะกรอบหน้า
แทนที่จะทำไฮไลต์ทั้งหัว Face Framing Highlights คือการทำไฮไลต์เฉพาะช่อผมที่อยู่รอบใบหน้า เพื่อเพิ่มความสดใส ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น และเสริมจุดเด่นของโครงหน้าโดยไม่ต้องทำสีทั้งหมด ช่าง Colorist ของ MOGA แนะนำให้เลือกสีที่ตัดกับสีผมเดิมอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น บลอนด์อ่อน น้ำตาลสว่าง หรือเทาหม่น สำหรับคนที่ต้องการสีผมที่ดูมีมิติแต่ดูแลง่าย Face Framing เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด


2. Balayage / Ombre — การไล่ระดับสีอย่างเป็นธรรมชาติ
Balayage และ Ombre เป็นเทคนิคการไล่ระดับสีที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องในหมู่ลูกค้าของ MOGA เพราะให้ผลลัพธ์ที่ดูธรรมชาติ ไม่ต้องเติมโคนบ่อย และเข้ากับทั้งผมสีเข้มและผมที่เคยทำสีมาก่อน สามารถไล่จากสีผมธรรมชาติไปหาสีที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นบลอนด์ น้ำตาลอ่อน น้ำตาลแดง หรือสีสดแบบน้ำเงิน ความแตกต่างระหว่างสองเทคนิคคือ Balayage ทาสีแบบ hand-painted ให้รอยสีดูเป็นธรรมชาติ ส่วน Ombre ไล่สีจากเข้มที่โคนไปหาอ่อนที่ปลายอย่างชัดเจนกว่า


3. Color Melt — ไล่ระดับสีแบบนุ่มนวล
Color Melt เป็นเทคนิคที่คล้ายกับ Balayage แต่ให้ผลลัพธ์ที่ดูนุ่มนวลและละลายกว่า เหมือนสีทั้งสองกำลังผสานเป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่มีรอยต่อที่ชัด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการไล่ระดับสองสี หรือต้องการกลับไปใช้สีผมธรรมชาติโดยไม่ให้รอยต่อดูแข็งกระด้าง ทีมช่าง Colorist ของ MOGA มักแนะนำ Color Melt สำหรับลูกค้าที่อยากเปลี่ยนสีผมอย่างค่อยเป็นค่อยไปและดูแลได้ง่ายในระยะยาว


4. Lowlights — เพิ่มมิติด้วยสีเข้มกว่าพื้นผม
ในขณะที่ Highlights คือการแซมสีที่อ่อนกว่าพื้นผมเพื่อให้ใบหน้าดูสดใส Lowlights คือการแซมสีที่เข้มกว่าพื้นผมเพื่อเพิ่มมิติและความลึกให้กับเส้นผม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสีผมที่ดูมีมิติมากขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนสีทั้งหมด และยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการ Blend ผมหงอกเข้ากับสีผมที่ย้อมใหม่ให้ดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

5. Bold Color — สีผมจัดจ้านสำหรับคนที่พร้อมโดดเด่น
สำหรับคนที่ต้องการออกจากกรอบสีผมธรรมชาติ Bold Color แนะนำที่ peekabo เทคนิค เนื่องจากเป็นการวางสีที่ซ่อนอยู่ด้านใน ดังนั้นโคนที่ขึ้นมาใหม่จะเห็นไม่ชัดเจนเหมือนสีด้านนอก สามารถชะลอเวลาการมาเติมโคนได้

ดูแลสีผมหลังทำอย่างไรให้สีอยู่ได้นาน
ไม่ว่าจะเลือกเทคนิคไหน การดูแลสีผมหลังทำที่ถูกต้องคือสิ่งที่กำหนดว่าสีจะอยู่ได้นานแค่ไหน ทีมช่างของ MOGA แนะนำผลิตภัณฑ์ดูแลผมทำสีที่ใช้จริงในร้าน
- Aveda Color Control Shampoo 200ml — แชมพูสูตร sulfate-free สำหรับผมทำสี ทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนโดยไม่ดึงสีออก
- Aveda Color Control Leave-In Treatment Riche 100ml — ซีลเกล็ดผม ล็อคสี และเพิ่มความเงางามหลังสระ ไม่ต้องล้างออก
- Milbon Color Preserve Retaining Primer 120ml — leave-in primer ที่ล็อคโมเลกุลสีไว้ภายในเส้นผม ลดการเฟดในแต่ละครั้งที่สระ เหมาะเป็นพิเศษสำหรับ Bold Color และโทนสีอ่อนที่เฟดเร็ว
สั่งซื้อได้ที่ shop.moga.co.th
MOGA ให้บริการทำสีผมที่สาขาไหนบ้าง
- Aveda — สกัดจากธรรมชาติ 96% เหมาะสำหรับผมแพ้ง่าย สาขา Central Embassy, EmQuartier, Iconsiam
- Milbon — แบรนด์ญี่ปุ่น สีนุ่มละมุน มิติสูง สาขา CentralWorld
- Wella Kolestone Perfect Me+ — ลด PPD/PTD ลดความเสี่ยงการแพ้สี สาขา Central Chidlom, Siam Paragon
✂ Stylist Pro-Tip จากทีม MOGA
เคล็ดลับที่ช่าง Colorist ของเราแนะนำทุกครั้งสำหรับสีผมแบบ Low Maintenance คือการเลือกระยะห่างระหว่างสีผมใหม่กับสีผมธรรมชาติให้ใกล้เคียงกันมากที่สุด ยิ่งสีทั้งสองใกล้เคียงกันเท่าไหร่ รอยต่อที่โคนผมที่งอกใหม่ยิ่งดูเป็นธรรมชาติและไม่เด่นชัด ทำให้ไม่ต้องเข้าซาลอนบ่อย แต่ผมก็ยังดูดีได้นานกว่า
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สีผม Low Maintenance เหมาะกับใคร?
เหมาะกับทุกคนที่ต้องการเปลี่ยนลุคให้น่าสนใจขึ้นโดยไม่ต้องดูแลมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่อยากเข้าซาลอนบ่อย หรือไม่อยากให้สีผมดูแตกต่างจากสีธรรมชาติมากเกินไปจนดูแลยาก
ทำ Balayage กับ Ombre ต่างกันอย่างไร เลือกแบบไหนดี?
Balayage ให้รอยสีที่ดูเป็นธรรมชาติกว่า เหมาะกับคนที่ต้องการลุคสบาย ๆ ส่วน Ombre ไล่ระดับสีชัดเจนกว่า เหมาะกับคนที่ต้องการ contrast ระหว่างโคนและปลายผม ช่าง Colorist ของ MOGA จะประเมินสภาพผมและสีผิวก่อนแนะนำว่าเทคนิคไหนเหมาะกับคุณมากกว่า
Face Framing Highlights เหมาะกับทรงผมไหนบ้าง?
เหมาะกับทุกความยาวและทุกทรงผม ทั้งผมสั้น ผมกลาง และผมยาว เพราะเน้นที่ช่อผมรอบใบหน้าเท่านั้น ไม่ใช่ผมทั้งหมด ทำให้ดูแลง่ายและรอยต่อที่โคนผมไม่ดูเด่น
Lowlights ต่างจาก Highlights อย่างไร และควรเลือกแบบไหน?
Highlights ใช้สีที่อ่อนกว่าพื้นผมเพื่อให้ใบหน้าดูสดใสและสว่างขึ้น ส่วน Lowlights ใช้สีที่เข้มกว่าพื้นผมเพื่อเพิ่มมิติและความลึก ถ้าต้องการให้ผมดูมีวอลลุ่มและมีมิติมากขึ้นโดยไม่เปลี่ยนสีทั้งหมด Lowlights เป็นตัวเลือกที่ดี
Bold Color ต้องดูแลพิเศษอย่างไร?
สีผม Bold Color โดยเฉพาะโทนพาสเทลและสีสดมักเฟดออกเร็วกว่าโทนเข้ม ช่างของเราแนะนำให้สระผมด้วยน้ำเย็น ใช้แชมพูสูตร color-safe ที่ไม่มี sulfate และใช้ Milbon Color Preserve Retaining Primer เป็น leave-in หลังสระทุกครั้ง
ดูสาขาที่สะดวกได้เลย หรือทักหาเราที่ LINE: @MOGA สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผมทำสีได้ที่ shop.moga.co.th


