Key Takeaways
Table of Contents
Toggleทำสีผมแล้วสีไม่เท่ากัน เกิดจากอะไรนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรสีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้งสีพื้นเดิม ความพรุนของเส้นผม หรือ Hair Porosity รวมถึงประวัติการทำสี ฟอก ดัด และการยืดของเส้นผมในแต่ละช่วงด้วย เนื่องจากตำแหน่งของเส้นผม ไม่ว่าจะช่วงโคนผม กลางผม และปลายผม อาจมีโครงสร้างและความสามารถในการรับสีที่แตกต่างกัน แม้ใช้ผลิตภัณฑ์สีเดียวกัน ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด ที่ MOGA ช่างจะประเมินสภาพเส้นผมและประวัติเคมีก่อนวางแผนทำสี เพื่อเลือกวิธีลงสีให้เหมาะกับแต่ละบริเวณ และพิจารณาควบคู่กับสีที่ลูกค้าต้องการ แทนการดูจากภาพอ้างอิงเพียงอย่างเดียว
หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์ที่เลือกสีจากเรฟมาแล้ว แต่หลังทำกลับพบว่า บริเวณโคนผม กลางผม และปลายผมสีออกมาไม่เหมือนกัน หรือบางบริเวณติดสีเข้มกว่าที่คาด ขณะที่อีกส่วนกลับรับสีได้น้อย ทั้ง ๆ ที่ใช้สีในโทนเดียวกันทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามคาใจว่า “ทำสีผมแล้วสีไม่เท่ากัน เกิดจากอะไรกันนะ ?”
สำหรับสาเหตุที่ทำให้สีผมไม่สม่ำเสมอนั้น ไม่ได้หมายความว่าสูตรสีมีปัญหาเสมอไป เพราะหากพิจารณาจากโครงสร้างของเส้นผมตั้งแต่โคนถึงปลายผม จะพบว่าลักษณะของเส้นผมไม่ได้มีสภาพที่เหมือนกันทั้งหมด ตัวอย่างเช่น บริเวณโคนผมที่เพิ่งงอกใหม่อาจยังไม่เคยผ่านการทำเคมี ขณะที่ช่วงกลางอาจเคยผ่านการทำสีมาแล้ว ส่วนปลายผมอาจผ่านทั้งการฟอก ทำสี ดัด หรือยืดมาหลายครั้ง เมื่อโครงสร้างของแต่ละช่วงต่างกัน ความสามารถในการรับและคงเม็ดสีก็จะแตกต่างกันไปด้วย อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่เกี่ยวกับโครงสร้างของเส้นผมพบว่า ความพรุนและลักษณะของชั้นเกล็ดผมมีความสัมพันธ์กับการที่สารสีสามารถเข้าสู่เส้นผมได้ง่ายขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ก่อนเริ่มทำสี ช่างของ MOGA จึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่า “คุณอยากได้สีอะไร” แต่จะดูว่าสีผมที่เป็นอยู่มีลักษณะอย่างไร ส่วนไหนเคยผ่านเคมีมาแล้ว และเส้นผมแต่ละช่วงยังแข็งแรงมากน้อยแค่ไหน เพื่อวางแผนเลือกสีให้สัมพันธ์กับสภาพผมจริง และลดการทำเคมีในบริเวณที่ไม่จำเป็น
ทำไมใช้สีเดียวกัน แต่โคน กลาง และปลายผมถึงออกมาไม่เหมือนกัน ?
การทำความเข้าใจว่า “ทำไมใช้สีสูตรเดียวกันแล้วโคนกับปลายผมออกสีไม่เท่ากัน” ต้องเริ่มจากการเข้าใจว่า เส้นผมบนหนังศีรษะในแต่ละบริเวณอาจมีประวัติแตกต่างกันหลายช่วง ยิ่งไว้ผมยาวหรือผ่านการทำเคมีต่อเนื่อง ความแตกต่างระหว่างโคนกับปลายก็ยิ่งเห็นได้ชัด
โคนผมใหม่กับปลายผมที่ผ่านเคมีไม่ใช่สภาพเส้นผมเดียวกัน
โคนผมที่เพิ่งงอกใหม่มักเป็นเส้นผมที่ยังไม่ผ่านการทำสีหรือฟอก จึงมีสีพื้นตามธรรมชาติและโครงสร้างของเกล็ดผมค่อนข้างต่างจากบริเวณกลางและปลายที่ผ่านบริการมาแล้วหลายครั้ง
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้ามีผมธรรมชาติสีเข้มบริเวณโคน แต่ปลายเคยฟอกจนสว่าง เมื่อใช้แนวทางเดียวกันตั้งแต่โคนถึงปลาย สีพื้นเดิมที่ต่างกันย่อมส่งผลต่อสีสุดท้าย เพราะงานสีไม่ได้เริ่มต้นจากพื้นสีเดียวกันทุกบริเวณ
ช่างจึงต้องพิจารณาทั้งระดับสีพื้นเดิมและสิ่งที่เส้นผมเคยผ่านมาก่อนลงสีใหม่ ไม่ใช่มองเพียงเฉดสีที่ต้องการในขั้นสุดท้าย
สีเดิมที่เหลืออยู่ในเส้นผมมีผลกับสีใหม่
แม้สีผมที่เคยทำจะเฟดจนดูเหมือนหายไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเส้นผมจะกลับมาเหมือนก่อนทำสีทั้งหมด เพราะเม็ดสีเดิมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเคมียังคงมีผลต่อเส้นผมอยู่
โดยเฉพาะผมที่เคยเปลี่ยนจากสีเข้มไปสีอ่อน หรือเคยลงสีเข้มทับผมฟอกมาก่อน การเปลี่ยนสีครั้งต่อไปอาจต้องพิจารณาสิ่งที่เคยทำไว้หลายขั้น ไม่สามารถดูเฉพาะสีที่มองเห็นในวันที่เข้าร้านได้
ความแข็งแรงและสภาพเกล็ดผมมีผลต่อการรับสี
การฟอกหรือการทำสีแบบออกซิเดชันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงบริเวณชั้นเกล็ดผม (Cuticle) และชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex) ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญภายในเส้นผม จากงานวิจัยพบว่าการฟอกผมด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สามารถทำให้เกิดความเสียหายในชั้นเกล็ดผมและชั้นคอร์เทกซ์ และระดับความเสียหายอาจเพิ่มขึ้นตามความรุนแรงของการฟอก
ดังนั้น บริเวณปลายผมที่ผ่านการฟอกมาหลายครั้ง กับผมโคนขึ้นใหม่จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นสภาพผมแบบเดียวกัน วิธีจัดการเรื่องสูตร ระดับสี ระยะเวลา และตำแหน่งที่ลงผลิตภัณฑ์ก็อาจต้องแตกต่างกันไปด้วย
โคนผมสีเข้ม ปลายผมสีอ่อน แก้ยังไง ?
หากพบว่าโคนผมสีเข้มแต่ปลายผมสีอ่อน วิธีแก้ไม่ได้มีเพียงการลงสีซ้ำทั้งศีรษะ เพราะต้องดูก่อนว่าความต่างเกิดจากอะไร เช่น บริเวณโคนผมเป็นผมใหม่ที่ยังไม่เคยฟอก ปลายผมเคยผ่านการฟอก หรือเกิดจากสีเก่าบริเวณกลางและปลายผมที่เฟดไม่เท่ากัน
บางกรณีช่างอาจต้องปรับพื้นสีเฉพาะบริเวณ โดยเลือกเฉดหรือความเข้มของสีที่ต่างกัน หรือวางแผนการแก้สี (Color Correction) เป็นรายส่วน มากกว่าการนำสูตรเดียวกันลงซ้ำตั้งแต่โคนถึงปลายผม เป้าหมายคือทำให้แต่ละพื้นที่ค่อย ๆ ไปถึงสีปลายทางเดียวกัน โดยไม่เพิ่มกระบวนการเคมีให้ส่วนที่ไม่จำเป็น
Hair Porosity คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการทำสีผมอย่างไร ?
Hair Porosity คือ ความพรุนของเส้นผม หรือคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการที่เส้นผมรับและกักเก็บน้ำหรือสารต่าง ๆ ซึ่งสัมพันธ์กับโครงสร้างของเส้นผมและสภาพของชั้นเกล็ดผม
หากถามว่า ความพรุนของเส้นผมส่งผลต่อการติดสีอย่างไร คำตอบคือ เส้นผมที่มีระดับความพรุนต่างกันสามารถรับและรักษาเม็ดสีที่แตกต่างกัน จึงอาจทำให้สีบางช่วงติดเร็ว เข้ม หรือเฟดเร็วกว่าส่วนอื่น แม้จะเป็นเส้นผมของคนคนเดียวกันก็ตาม
ผมที่มีระดับความพรุนต่างกัน รับและรักษาสีต่างกันอย่างไร ?
หากเส้นผมบางส่วนผ่านการฟอกหรือทำเคมีมาหลายรอบ เกล็ดผมและโครงสร้างภายในอาจเปลี่ยนไปจนมีความพรุนสูงกว่าบริเวณที่ยังไม่เคยทำเคมี ส่วนนั้นจึงอาจรับสารต่าง ๆ แตกต่างจากผมใหม่
ในทางปฏิบัติ ช่างอาจพบว่าบริเวณปลายผมบางส่วนสามารถรับสีได้เร็วหรือเข้มกว่าที่คาด ขณะที่ส่วนอื่นยังต้องการการปรับพื้นเพิ่มเติม หรือในอีกกรณีหนึ่ง สีที่ดูสวยในวันแรกอาจเฟดเร็วกว่าในบริเวณที่ผ่านการฟอกมาก เนื่องจากสภาพของเส้นผมไม่เหมือนกัน
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าสีติดเร็วไม่ได้หมายความว่าสภาพผมแข็งแรงกว่าเสมอไป และผมที่รับสีได้มากก็ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาสีได้ดีในระยะยาวเสมอเช่นกัน
ความพรุนของเส้นผม เช็กยังไงก่อนทำสี ?
การเช็ก Hair Porosity ก่อนงานสีไม่ควรตัดสินจากการทดสอบเพียงอย่างเดียว เพราะช่างจะต้องพิจารณาข้อมูลหลายด้านร่วมกัน
ก่อนลงสีผม ช่างควรตรวจสภาพเส้นผมอะไรบ้าง ?
ที่ MOGA ช่างผู้เชี่ยวชาญจะดูทั้งสภาพภายนอก ความแข็งแรง ประวัติเคมี และความแตกต่างของเส้นผมแต่ละช่วง ได้แก่
- สัมผัสถึงความเรียบของเส้นผมตั้งแต่โคนถึงปลายผม
- ความแห้ง เปราะ หรือการพันกันของแต่ละช่วง
- ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของเส้นผม
- ประวัติการทำสี ฟอก ดัด และยืด
- บริเวณที่เคยผ่านการฟอกหรือทำเคมีซ้ำ
- สีพื้นและเม็ดสีเดิมที่ยังอยู่ในเส้นผม
- การตอบสนองของเส้นผม เมื่อจำเป็นต้องทำการทดสอบช่อผม (Strand Test) ก่อนทำจริง
สิ่งสำคัญคือการประเมินแยกเส้นผมในแต่ละบริเวณ เพราะคนคนเดียวสามารถมีทั้งผมใหม่ที่โคน ผมทำสีบริเวณกลาง และผมฟอกที่ปลายอยู่พร้อมกันได้ การระบุเพียงว่าผมมีความพรุนสูงหรือต่ำทั้งศีรษะจึงอาจไม่เพียงพอสำหรับการวางแผนงานสีที่มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณา

ก่อนเปลี่ยนสีผม มีประวัติเคมีอะไรบ้างที่ควรบอกช่าง ?
ภาพอ้างอิงช่วยให้ช่างเข้าใจทิศทางของสีที่ลูกค้าต้องการ แต่ข้อมูลที่มีผลต่อการวางแผนไม่แพ้กันคือ ประวัติการทำเคมีของเส้นผมของลูกค้าแต่ละคน
สำหรับคำถามที่ว่า ประวัติการฟอก ดัด ยืด มีผลกับการทำสีครั้งใหม่ไหม คำตอบคือ มีผลอย่างมาก เพราะกระบวนการเหล่านี้สามารถทำให้สภาพเส้นผม ความแข็งแรง และความสามารถในการรับสีของเส้นผมแต่ละช่วงแตกต่างกัน ช่างจึงควรรู้ว่าเส้นผมเคยผ่านอะไรมา ก่อนเลือกระดับสี ผลิตภัณฑ์ และเทคนิคสำหรับการทำสีครั้งใหม่
ยิ่งมีข้อมูลครบถ้วน ช่างก็จะยิ่งประเมินได้แม่นยำขึ้นว่าควรทำสีด้วยวิธีใด ต้องใช้กี่ขั้นตอน และบริเวณไหนของเส้นผมที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
เคยทำสีหรือฟอกมากี่ครั้ง และทำบริเวณไหน ?
ไม่จำเป็นต้องจำชื่อผลิตภัณฑ์หรือสูตรสีทั้งหมด แต่ควรบอกช่างให้ได้มากที่สุดว่าเคยทำสีอะไรมา เคยฟอกหรือไม่ ฟอกกี่ครั้งโดยประมาณ และครั้งล่าสุดทำเมื่อไร
หากเคยฟอกเฉพาะปลาย ทำไฮไลต์ หรือเคยเติมโคนหลายครั้ง ก็ควรแจ้งด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ช่างเห็นภาพว่าเส้นผมแต่ละบริเวณเคยผ่านกระบวนการอะไรมาบ้าง
ผมเคยฟอกมาก่อน ทำสีทับได้ไหม ?
ผมที่เคยฟอกสามารถทำสีทับได้ในหลายกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถเลือกสีใดแล้วลงทับได้ทันทีทุกครั้ง เพราะต้องพิจารณาทั้งระดับความสว่าง สีที่เหลืออยู่ ความพรุน และความแข็งแรงของเส้นผมในปัจจุบัน
การฟอกสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อชั้นเกล็ดผม ชั้นคอร์เทกซ์ และโปรตีนภายในเส้นผมได้ โดยความเสียหายอาจมากขึ้นเมื่อผ่านการฟอกรุนแรงหรือซ้ำหลายครั้ง ดังนั้น ก่อนทำสีทับ ช่างควรตรวจว่าบริเวณที่ฟอกยังสามารถรับกระบวนการเพิ่มเติมได้หรือไม่ และอาจต้องปรับวิธีลงสีให้เหมาะกับพื้นสีผมที่มีอยู่
เคยดัดหรือยืดก็ต้องแจ้ง แม้ครั้งนี้จะมาทำสี
ประวัติการดัดและยืดก็มีความสำคัญ เพราะบริการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเคราตินของเส้นผมเช่นเดียวกัน เนื่องจากการทำสี ดัด และยืด สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางโครงสร้างและคุณสมบัติทางกายภาพของเส้นผมได้
หากผมบางช่วงเคยยืดมาก่อน ขณะที่ส่วนอื่นไม่เคยทำเคมี วิธีวางแผนการปรับสีอาจต้องแตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปลี่ยนสีให้สว่างขึ้น
สีเก่าเฟดแล้ว ทำไมยังต้องบอกช่าง ?
เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาไม่ได้แปลว่าไม่มีผลต่อเส้นผม สีอาจเฟดออกไปแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงของเกล็ดผมจากการฟอกหรือการทำเคมีซ้ำยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสภาพเส้นผมในปัจจุบัน
หากจำรายละเอียดไม่ได้ทั้งหมด สามารถบอกช่างตามที่จำได้ หรือเตรียมรูปสีผมในช่วงก่อนหน้าไปด้วย เพื่อช่วยให้การประเมินใกล้เคียงกับประวัติจริงมากขึ้น
เตรียมและดูแลเส้นผมอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนสีอีกครั้ง ?
เมื่อรู้แล้วว่าสภาพเส้นผมแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน การเตรียมผมก่อนเปลี่ยนสีจึงไม่ควรใช้แนวคิดว่า “บำรุงให้มากที่สุดแล้วทำได้เลย” แต่ควรเริ่มจากการประเมินว่าเส้นผมพร้อมรับเป้าหมายสีที่ต้องการหรือไม่
ให้ช่างประเมินความแข็งแรงก่อนเลือกระดับสี
สีที่ต้องการมีผลต่อขั้นตอนของกระบวนการที่เส้นผมต้องเจอ หากต้องการเปลี่ยนจากสีเข้มมากไปเป็นสีอ่อนมาก อาจต้องเปิดพื้นมากกว่าการเปลี่ยนเฉดในระดับใกล้เคียงสีเดิม
ดังนั้น การเลือกระดับสีจึงควรเกิดหลังจากดูสภาพผม ไม่ใช่เลือกจากภาพในเรฟแล้วพยายามทำให้เหมือนทุกกรณี หากช่างประเมินว่าบางส่วนของเส้นผมไม่พร้อม อาจต้องปรับเป้าหมาย แบ่งการทำเป็นหลายครั้ง หรือดูแลสภาพผมก่อนเพื่อไม่เพิ่มภาระให้บริเวณที่อ่อนแอเกินความจำเป็น
ไม่จำเป็นต้องดูแลบริเวณโคนผม กลางผม และปลายผมเหมือนกันหมด
บริเวณช่วงปลายผมที่ผ่านการฟอกหลายครั้ง มักต้องการการดูแลต่างจากผมใหม่บริเวณโคน การเลือกทรีตเมนต์หรือผลิตภัณฑ์จึงควรอิงกับสภาพผมจริง เช่น เน้นการดูแลบริเวณกลางถึงปลายที่แห้งหรือผ่านเคมีมากกว่า แทนการใช้ปริมาณและวิธีเดียวกันทุกส่วน
สำหรับเส้นผมที่ผ่านการทำเคมีและต้องการเพิ่มขั้นตอนดูแลที่บ้าน สามารถพิจารณาผลิตภัณฑ์ตามสภาพผม ได้แก่
- Aveda Botanical Repair Strengthening Masque Rich 200ml สำหรับเพิ่มขั้นตอนการบำรุงเส้นผมที่ผ่านการทำเคมี โดยเฉพาะช่วงกลางถึงปลายที่ต้องการการดูแลมากขึ้น
- Milbon Repair Restorative Treatment อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการดูแลเส้นผมที่ผ่านการทำเคมีและมีสภาพแห้งหรือเสียหาย
- Aveda Color Control Leave-In Treatment Riche 100ml ผลิตภัณฑ์บำรุงแบบไม่ต้องล้างออกสำหรับใช้ในขั้นตอนดูแลหลังทำสี เพื่อดูแลทั้งสภาพเส้นผมและสีผม
ทั้งนี้ ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ชุดเดียวกัน เพราะระดับความเสียหาย ความหนาของเส้นผม และบริการเคมีที่เคยทำแตกต่างกัน
หลังทำสี ต้องดูแลทั้ง “สภาพผม” และ “การรักษาสี”
การดูแลสีไม่ควรคิดแยกออกจากการดูแลเส้นผม เพราะสภาพของชั้นเกล็ดผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าและออกของสารจากเส้นผม และกระบวนการทำสีถาวรเองก็เกี่ยวข้องกับการทำให้เกล็ดผมเปิดเพื่อให้สารตั้งต้นของสีเข้าสู่ชั้นคอร์เทกซ์
หลังทำสีจึงควรเลือกแชมพู ครีมนวด ทรีตเมนต์ และผลิตภัณฑ์บำรุงแบบไม่ต้องล้างออกตามสภาพผม รวมถึงลดการใช้ความร้อนสูงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะบริเวณปลายที่ผ่านการฟอกหรือทำเคมีมาหลายครั้ง
และหากสังเกตว่าสีบางส่วนเฟดเร็วผิดจากบริเวณอื่น ผมเริ่มแห้ง พันกันง่าย หรือปลายเปราะมากขึ้น ควรนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาแจ้งช่างในการทำสีครั้งถัดไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังออกจากซาลอนก็เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนทำสีในครั้งต่อไปเช่นกัน
สำหรับคนที่กำลังวางแผนเปลี่ยนสี แต่ไม่แน่ใจว่าพื้นผมเดิม Hair Porosity หรือประวัติการฟอก ดัด และยืดจะมีผลกับสีใหม่อย่างไร สามารถเข้ามาปรึกษาช่าง MOGA ก่อนเข้ารับบริการออกแบบสีผม โดยช่างจะประเมินสภาพเส้นผมแต่ละช่วง สีพื้นเดิม ประวัติเคมี รวมถึงสีและลุคที่ต้องการ ก่อนวางแผนเทคนิคให้เหมาะกับเส้นผมจริงตามแนวทางการบริการแบบ Japanese-style ของ MOGA เพราะเป้าหมายของงานสีไม่ใช่เพียงทำให้ได้เฉดที่ต้องการในวันแรก แต่ควรวางแผนให้สัมพันธ์กับสภาพผมและการดูแลต่อเนื่องในระยะถัดไป
สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาช่าง MOGA ล่วงหน้าได้ที่ LINE @MOGA หรือเลือกสาขาที่สะดวกจากเว็บไซต์ MOGA
ข้อมูลอ้างอิง
- Porosity at Different Structural Levels in Human and Yak Belly Hair and Its Effect on Hair Dyeing. สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2569. จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32375277/
- The physical and chemical disruption of human hair after bleaching – studies by transmission electron microscopy and redox proteomics. สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2569. จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30229956/
- Mechanisms of impairment in hair and scalp induced by hair dyeing and perming and potential interventions. สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2569. จาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37275367/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสีผมและ Hair Porosity (FAQs)
Q: ก่อนทำสีผมจำเป็นต้องทดสอบกับช่อผมทุกครั้งไหม ?
A: การทดสอบช่อผมไม่จำเป็นต้องทำในรูปแบบเดียวกันทุกกรณี แต่สามารถเป็นประโยชน์เมื่อช่างต้องการดูว่าเส้นผมที่มีประวัติซับซ้อนจะตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการอย่างไร เช่น ผมที่เคยฟอกหลายครั้ง เคยลงสีเข้มทับ หรือมีโคน กลาง และปลายต่างกันมาก การทดสอบช่วยให้เห็นข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจทำกับผมทั้งหมด แต่ยังต้องพิจารณาร่วมกับการประเมินสภาพเส้นผมและประวัติเคมีด้วย
Q: ถ้าเคยย้อมผมสีดำ สามารถเปลี่ยนเป็นสีสว่างได้ทันทีไหม ?
A: หากเคยย้อมผมสีดำ การเปลี่ยนเป็นสีสว่างอาจทำได้ในบางกรณี แต่ไม่ควรคาดว่าผลลัพธ์จะเหมือนกับการทำบนผมธรรมชาติ เพราะเม็ดสีเดิมที่สะสมอยู่สามารถมีผลต่อการเปิดพื้น ช่างจึงต้องประเมินก่อนว่าสีดำที่เคยทำเป็นสีประเภทใด ทำซ้ำมากี่ครั้ง และสภาพเส้นผมยังพร้อมสำหรับการปรับพื้นมากน้อยเพียงใด บางกรณีอาจต้องทำเป็นหลายขั้นเพื่อไม่ให้เส้นผมรับกระบวนการหนักเกินไปในครั้งเดียว
Q: ทำไมสีผมหลังออกจากร้านดูเท่ากัน แต่ผ่านไปไม่นานบางส่วนเฟดเร็วกว่าส่วนอื่น ?
A: สีผมสามารถเฟดไม่พร้อมกันได้เมื่อสภาพของแต่ละช่วงแตกต่างกัน โดยเฉพาะบริเวณที่มีความพรุนหรือผ่านการฟอกและทำเคมีมากกว่า เพราะความสามารถในการรักษาเม็ดสีอาจต่างจากผมส่วนที่ยังแข็งแรงกว่า นอกจากนี้ การใช้ความร้อน แสงแดด ความถี่ในการสระ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลังทำสีก็มีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงของสี จึงควรสังเกตว่าบริเวณใดเฟดเร็วกว่าปกติและแจ้งช่างในการทำสีครั้งถัดไป
Q: สามารถทำสีและยืดหรือดัดในช่วงเดียวกันได้ไหม ?
A: การทำสีร่วมกับการยืดหรือดัดต้องพิจารณาสภาพเส้นผมและลำดับของบริการเป็นรายบุคคล เพราะแต่ละกระบวนการมีผลต่อโครงสร้างของเส้นผม หากผมเคยผ่านการฟอกหรือมีบริเวณที่เปราะอยู่แล้ว ช่างอาจแนะนำให้แยกบริการออกจากกัน หรือปรับแผนให้เส้นผมได้รับกระบวนการน้อยลง จึงควรแจ้งตั้งแต่ต้นว่ามีแผนทำบริการอะไรบ้าง ไม่ควรวางแผนแต่ละบริการแยกจากกัน
Q: ถ้าสีผมด่างจากการทำสีเองที่บ้าน ควรลงสีเข้มทับให้เท่ากันก่อนเข้าร้านไหม ?
A: หากสีผมด่างจากการทำสีเอง ไม่แนะนำให้รีบลงสีเข้มทับเพื่อพยายามกลบทุกบริเวณก่อนให้ช่างประเมิน เพราะการเพิ่มสีอีกหนึ่งชั้นอาจทำให้ประวัติสีซับซ้อนขึ้นและจำกัดทางเลือกในการแก้สีภายหลัง ควรปล่อยสภาพผมไว้และแจ้งช่างว่าบริเวณใดใช้ผลิตภัณฑ์อะไรหรือทำมากี่ครั้งเท่าที่จำได้ เพื่อให้ช่างเห็นพื้นสีจริงและวางแผนการแก้สีได้เหมาะสมกว่า


